วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2554
เมืองที่น่าอยู่ในประเทศไทย

ผลสำรวจพบ 10 จังหวัดที่ประชาชนรู้สึกว่า อยู่แล้วเป็นสุขมากที่สุด คะแนนเต็ม 10 คะแนน ได้แก่
อันดับที่ 1 ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีคะแนนความรู้สึกอยู่แล้วเป็นสุขเฉลี่ยอยู่ที่ 7.83 คะแนน
อันดับที่ 2 ได้แก่ จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ 7.66 คะแนน
อันดับที่ 3 ได้แก่ จังหวัดพังงา ได้ 7.56
อันดับที่ 4 ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย ได้ 7.50
อันดับที่ 5 ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ 7.44
อันดับที่ 6 ได้แก่ จังหวัดสตูล
อันดับที่ 7 ได้แก่ จังหวัดบุรีรัมย์
อันดับที่ 8 ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก
อันดับที่ 9 ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว
อันดับที่ 10 ได้แก่ จังหวัดพะเยา
วันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2554
วัดพระธาตุผาแก้ว ที่น่าชมอีกวัดหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์

วัดพระธาตุผาแก้ว
วัดพระธาตุผาแก้ว หรือชื่อเดิมว่า วัดผาซ่อนแก้ว ตั้งอยู่บนยอดเนินเขาลูกหนึ่ง บนเชิงหน้าผาของภูเขาที่มีชื่อว่า "ผาซ่อนแก้ว" ที่มีภูมิทัศน์สวยงาม เงียบสงบ และโดดเด่นมากที่สุดบนถนนสาย 12 พิษณุโลก-หล่มสัก ความโดดเด่นสวยงามนี้ยังถูกเสริมเติมแต่งให้วิจิตรงดงามมากขึ้น ด้วยองค์พระเจดีย์สูงสง่า ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ภายใน
พระธาตุเจดีย์ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ แต่ก็ดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้มาชมกันได้ไม่ขาดสาย ขณะที่ทางวัดเอง ก็ได้รับความสนใจจากญาติโยม เข้ามาพักเพื่อปฏิบัติธรรม วิปัสสนากันจำนวนมาก จึงกลายเป็นแหล่งศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม ที่มีจุดดึงดูดแรงกล้า น่าสนใจมากที่สุด
วัด และองค์เจดีย์ จะเห็นรูปร่างไม่เหมือนกับวัด เจดีย์ที่อื่น วิจิตรงดงามด้วยการออกแบบ และการเอาใจใส่ในรายละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว รูปร่างขององค์เจดีย์ สร้างเลียนแบบดอกบัวที่ซ้อนกันไปมา 7 ชั้น เพื่อถวายแด่องค์พระพุทธเจ้า สีสันขององค์เจดีย์ก็สดใสมาก เกิดจากการนำกระเบื้องสี ถ้วยชามเบญจรงค์ มุก ลูกปัด แก้ว แหวน เงินทอง สิ่งมีค่าต่างๆ ตลอดจนเซรามิคหลากสีสัน มาประดับประดาตกแต่ง เป็นลวดลายที่สวยงาม
หากได้เดินเข้าไปชม ใกล้ๆ ก็จะพบสีสัน และลวดลาย ที่มีรายละเอียดน่าอัศจรรย์ใจ จากวัสดุที่นำมาประกอบกัน จนเป็นเจดีย์องค์ใหญ่ เราสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย จากลวดลายในองค์พระเจดีย์ อาจเป็นหลักธรรม คำสอน อนิจจัง ความเป็นไปของโลก หรืออะไรก็แล้วแต่ที่แอบแฝงอยู่ในงานศิลปกรรม ประติมากรรม ที่อยู่เบื้องหน้า สุดแท้แต่ว่าจะตีความกันอย่างไร เอกสิทธิ์มุมมองของแต่ละบุคคลเป็นอย่างไร
ถัดจากองค์พระเจดีย์ ก็สามารถเดินชมบริเวณรอบๆ ทางด้านหลังเขาเงียบสงบ สวยงาม เป็นที่ตั้งของ ศาลาปฏิบัติธรรม และวัดรูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสโปร่ง มีชานระเบียงยื่นลงมาด้านหลัง ท่ามกลางทุ่งหญ้า และเนินเขา มองเห็นทัศนียภาพสวยงามกว้างไกล วันฟ้าใสๆ ก็เห็นไปไกลถึงภูทับเบิก แต่ในวันที่ฟ้ามีแต่หมอก แม้ระยะ 1 เมตรข้างหน้า ยังมองได้ไม่ชัดเจน เพราะขาวโพลนไปด้วยหมอก
ส่วนสุดท้ายที่อยากแนะนำให้ชม คือวิว รอบๆ วัดพระธาตุผาแก้ว ซึ่งหากได้มายืนชมเจดีย์ มาชมวัด ก็จะเห็นกับตาตัวเองอยู่แล้วว่า วิว 360 องศา รอบๆ องค์พระเจดีย์ และรอบๆ วัด สวยงามเพียงใด ด้านหน้าเป็นวิวของหมู่บ้านทางแดง ซึ่งมีบ้านชาวบ้านปลูกสร้างไล่เรียงไปตามเส้นทางของหุบเขา เป็นทางยาวไปจนถึงถนนใหญ่ เมื่อเงยหน้าขึ้นสูงหน่อย ก็พบกับเนินเขาลูกเล็ก ลูกน้อย สลับกันไปมา เงยหน้าสูงขึ้นไปอีก ก็พบกับผาซ่อนแก้ว ผาใหญ่ที่สงบเงียบมั่นคง สวยงามสุดๆในฤดูฝน เพราะเมฆหมอกจะมารวมตัวกันอยู่บริเวณนี้เกือบทั้งวัน
ส่วนด้านหลังพระเจดีย์ เป็นหุบเขาใหญ่ เขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นหุบเขาบริเวณเดียวกับที่ได้ชมวิวจากร้าน คอฟฟี่ ฮิลล์(ร้านเดิม) รายล้อมไปด้วยยอดเขาสูงใหญ่ กับสีเขียวของป่าไม้ที่มีการรณรงค์ให้อนุรักษ์ เพื่อรักษาต้นน้ำ และเพื่อเป็นแนวป้องกันการเกิดดินถล่มลงไปยังชุมชนเชิงเขา
เนื่องจากที่นี่เป็นเขตวัด และเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมชั้นเยี่ยม การเข้าชมสถานที่จึงต้องปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม และให้เกียรติสถานที่ด้วย โดยหากเป็นสุภาพสตรี ไม่ควรสวมกางเกงขาสั้นเข้าไป และไม่ควรส่งเสียงดัง อึกทึกในระหว่างเข้าชม เนื่องจากอาจมีบางคณะที่กำลังปฏิบัติธรรมอยู่ชั้นบนของพระเจดีย์
ฤดูที่เหมาะที่สุดสำหรับการชม และทำบุญที่วัดพระธาตุผาแก้ว คือฤดูฝน โดยเฉพาะในวันสำคัญทางพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นฤดูที่มีหมอกสวยงามมากที่สุดในบริเวณผาซ่อนแก้ว และทำให้บริเวณวัดเต็มไปด้วยหมอกสีขาว บางวันมีทะเลหมอกสวยงาม ราวกับอยู่บนสวรรค์ ส่วนในฤดูหนาว จะเป็นฤดูที่อากาศเย็นสบายปลอดโปร่ง แต่จะมีหมอกน้อยกว่าในฤดูฝน
แหล่งท่องเที่ยวบนเขาค้อ
อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ
พิพิธภัณฑ์อาวุธ ฐานอิทธิ
พระตำหนักเขาค้อ
พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก
หอสมุดนานาชาติเขาค้อ
ทะเลหมอกบนเขาค้อ
น้ำตกศรีดิษฐ์
แก่งบางระจัน
สถานีทดลองเกษตรที่สูงเขาค้อ
ภูแก้วแอดเวนเจอร์พาร์ค
ไร่ บี.เอ็น.
ค้ออินเลิฟ
บีบีกัน วัลเล่ย์
เขาค้อ เอ็กซ์พลอเรอร์
ชมวัดอำเภอเขาค้อ

สถานที่ท่องเที่ยว บนเขาค้อ
แหล่งท่องเที่ยวบนเขาค้อ
อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ
พิพิธภัณฑ์อาวุธ ฐานอิทธิ
พระตำหนักเขาค้อ
พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก
หอสมุดนานาชาติเขาค้อ
ทะเลหมอกบนเขาค้อ
น้ำตกศรีดิษฐ์
แก่งบางระจัน
สถานีทดลองเกษตรที่สูงเขาค้อ
ภูแก้วแอดเวนเจอร์พาร์ค
ไร่ บี.เอ็น.
ค้ออินเลิฟ
บีบีกัน วัลเล่ย์
เขาค้อ เอ็กซ์พลอเรอร์
วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553
พ่อ คือ ผู้ให้ทุกอย่างแก่ลูก
วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วันพ่อ 5 ธันวาคมมหาราช ของทุกปี

ลูกๆ ที่เป็นพสกนิกรชาวไทย เทิดทุลพ่อไว้เหนือสิ่งใด ลูกเหนือแค่ไหนก็ไม่เท่าพ่อเหนือย พ่อที่ให้เลือดเนื้อและชีวิต ลูกๆ ไม่เคยลือ พ่อที่ให้แผ่นดินลูกๆ อยู่ ลูกๆ ๆ ขอให้พ่อ จงมีพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรง ลูกๆ จะทำตามพ่อ จะเดินตามรอยพ่อ ขอให้พ่อจงมีแต่ความสุข ทุกข์ใดที่พ่อมี ลูกๆ ทั่วประเทศขอรับไว้แทนพ่อทุกอย่าง เทิดทูลพ่อ รักพ่อองค์เดียวที่มี ขอให้พ่อจงพระเจริญ ด้วยพร ทั้ง 4 คืออายุ วรรณะ สุข พละ ด้วยเกล้าด้วยกระม่อมขอถวายพระพร
หนูมิ้ง
วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ภาษาที่สองที่พ่อจาอยากให้ลูกเรียน
มิ้ง พ่อจารักหนูนะ พ่ออยากให้หนูเรียนเก่ง ทั้ง อังกฤษ และ คณิตศาสตร์ หนูจะได้เป็นคนดีในสังคม พ่อจาได้นำภาษาอังกฤษลงในบอกส์นี้ไว้เพื่อหนูจะได้อ่านและศึกษานะ พ่อจาไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรจะให้นอกจากความรู้นะ
วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553
พ่อจ๋า หนูรักพ่อ
คำว่า พ่อ เป็นคำร้องเรียกจากลูก ที่พูดออกจากความใกล้ชิด จากคำของแม่ที่เรียกสามีว่า "พ่อ" ลูกๆ ได้เรียก พ่อ กับ พ่อ อย่างไม่เอียงอาย ลูก ๆ ภูมิใจในตัวพ่อ แม้ว่า พ่อนั้นจะทำตัวอย่างไร ลูกไม่เคยดูถูกดูแคลนในสติปัญญาของพ่อเขาเลย พ่อ คือสิ่งเดียวที่ให้ความอบอุ่น และ มีความปลอดภัยเสมอ เพราะพ่อเป็นผู้มีอำนาจในตัวของคำว่า " พ่อ " ตลอดเวลา
คำกลอน
ลูกเอ๋ย
ลูกเอ๋ยลูกผูกพันกันหลายชาติ
และมิอาจขาดกันนั้นโดยง่าย
พ่อรักเจ้าเฝ้าหวงห่วงลูกชาย
พ่อเหนื่อยกายเพื่อลูกเพราะผูกพัน
ง าน ห นั ก .. พ่ อ ไ ม่ เ ค ย ท้ อ
สองมือของพ่อ จึงหยาบกร้าน
สู้อดทน ลำบากมาเนิ่นนาน
พ่อไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยกับงาน ให้ใครทุกข์ใจ
คำกลอน
ลูกเอ๋ย
ลูกเอ๋ยลูกผูกพันกันหลายชาติ
และมิอาจขาดกันนั้นโดยง่าย
พ่อรักเจ้าเฝ้าหวงห่วงลูกชาย
พ่อเหนื่อยกายเพื่อลูกเพราะผูกพัน
ง าน ห นั ก .. พ่ อ ไ ม่ เ ค ย ท้ อ
สองมือของพ่อ จึงหยาบกร้าน
สู้อดทน ลำบากมาเนิ่นนาน
พ่อไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยกับงาน ให้ใครทุกข์ใจ
รักที่มีให้ลูกเสมอ เท่าชีวิตของแม่

หญิงคนหนึ่ง คนที่เรา เรียกว่าแม่
หญิงคนที่ รักเราแท้ ไม่แปรผัน
หญิงคนที่ รักเรา เท่าชีวัน
หญิงคนนั้น ให้เราเกิด กำเนิดมา
หญิงคนนี้ ที่เราควร จะกราบไหว้
หญิงคนที่ เราทั้งหลาย ควรฝันหา
หญิงคนนั้น คนที่เรา เรียกมารดา
หญิงคนที่ เสียน้ำตา ตอนคลอดเรา
วันเราเกิด หญิงคนนี้ ที่ต้องเจ็บ
วันเราเจ็บ เขายิ่งเจ็บ กว่าหลายเท่า
วันเราสุข หญิงคนนี้ สุขกว่าเรา
วันเขาเศร้า แล้วเราไป อยู่ไหนกัน
คิดบ้างเถิด ลูกทุกคน จงได้คิด
คิดบ้างเถิด ใครที่ผิด ที่แปรผัน
คิดบ้างเถิด เราหรือเขา ที่ลืมกัน
คิดบ้างเถิด ใครลืมวัน ที่ผ่านมา
เราต่างหาก ที่มัวเมา จนลืมคิด
เราต่างหาก เราที่ผิด ไม่ไปหา
เราต่างหาก ที่ไม่เคย มีเวลา
เราต่างหาก ที่มันบ้า หลงลืมตัว
กลับไปเถิด กลับไป เยี่ยมแม่บ้าง
อย่าให้ท่าน ต้องอ้างว้าง ใจสลัว
อย่าหลงไฟ หลงแสงสี จนลืมตัว
อย่าเมามัว จนลืมแม่ ผู้รักเรา.....
วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันแม่ เทิดทูลแม่เหนือสิ่งใด ในใจลูฏ
วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันสุนทรภู่

พระสุนทรโวหาร (ภู่) มีนามเดิมว่า ภู่ เป็นบุตรขุนศรีสังหาร (พลับ) และแม่ช้อย เกิดในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันจันทร์ เดือนแปด ขึ้นหนึ่งค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๔๘ เวลาสองโมงเช้า ตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๙ ที่บ้านใกล้กำแพงวังหลัง คลองบางกอกน้อย
สุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าจากกัน ฝ่ายบิดากลับไปบวชที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง ส่วนมารดา คงเป็นนางนมพระธิดา ในกรมพระราชวังหลัง (กล่าวกันว่าพระองค์เจ้าจงกล หรือเจ้าครอกทองอยู่) ได้แต่งงานมีสามีใหม่ และมีบุตรกับสามีใหม่ ๒ คน เป็นหญิง ชื่อฉิมและนิ่ม ตัวสุนทรภู่เองได้ถวายตัว เป็นข้าในกรมพระราชวังหลังตั้งแต่ยังเด็ก
สุนทรภู่เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน สันทัดทั้งสักวาและเพลงยาว เมื่อรุ่นหนุ่ม เกิดรักใคร่ชอบพอ กับนางข้าหลวง ในวังหลัง ชื่อแม่จัน ครั้นความทราบถึง กรมพระราชวังหลัง พระองค์ก็กริ้ว รับสั่งให้นำสุนทรภู่ และจันไปจองจำทันที แต่ทั้งสองถูกจองจำได้ไม่นาน
เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. ๒๓๔๙ ทั้งสองก็พ้นโทษออกมา เพราะเป็นประเพณีแต่โบราณ ที่จะมีการ ปล่อยนักโทษ เพื่ออุทิศส่วนพระราชกุศลแด่ พระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ ชั้นสูงเมื่อเสด็จสวรรคต หรือทิวงคตแล้ว แม้จะพ้นโทษ สุนทรภู่และจันก็ยังมิอาจสมหวังในรัก สุนทรภู่ถูกใช้ไปชลบุรี ดังความตอนหนึ่งในนิราศเมืองแกลงว่า
"จะกรวดน้ำคว่ำขันจนวันตาย แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา"
แต่เจ้านายท่านใดใช้ไป และไปธุระเรื่องใดไม่ปรากฎ อย่างไรก็ดี สุนทรภู่ได้เดินทางเลยไปถึงบ้านกร่ำ เมืองแกลง จังหวัดระยอง เพื่อไปพบบิดาที่จากกันกว่า ๒๐ ปี สุนทรภู่เกิดล้มเจ็บหนักเกือบถึงชีวิต กว่าจะกลับมากรุงเทพฯ ก็ล่วงถึงเดือน ๙ ปี พ.ศ.๒๓๔๙
วัยฉกรรจ์ (พ.ศ.๒๓๕๐ - ๒๓๕๙) อายุ ๒๑ - ๓๐ ปี
หลังจากกลับจากเมืองแกลง สุนทรภู่ได้เป็นมหาดเล็กของพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรสองค์เล็ก ของกรมพระราชวังหลัง ซึ่งทรงผนวชอยู่ที่วัดระฆัง ในช่วงนี้ สุนทรภู่ก็สมหวังในรัก ได้แม่จันเป็นภรรยา
สุนทรภู่คงเป็นคนเจ้าชู้ แต่งงานได้ไม่นาน ก็เกิดระหองระแหงกับแม่จัน ยังไม่ทันคืนดี สุนทรภู่ก็ต้อง ตามเสด็จพระองค์เจ้า ปฐมวงศ์ไปนมัสการพระพุทธบาท จ.สระบุรี ในวันมาฆบูชา สุนทรภู่ได้แต่งนิราศ เรื่องที่สองขึ้น คือ นิราศพระบาท สุนทรภู่ตามเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ ในเดือน ๓ ปี พ.ศ.๒๓๕๐
สุนทรภู่มีบุตรกับแม่จัน ๑ คน ชื่อหนูพัด แต่ชีวิตครอบครัวก็ยังไม่ราบรื่นนัก ในที่สุดแม่จันก็ร้างลาไป พระองค์เจ้าจงกล (เจ้าครอก ทองอยู่) ได้รับอุปการะหนูพัดไว้ ชีวิตของท่านสุนทรภู่ช่วงนี้คงโศกเศร้ามิใช่น้อย
ประวัติชีวิตของสุนทรภู่ในช่วงปี พ.ศ.๒๓๕๐ - ๒๓๕๙ ก่อนเข้ารับราชการ ไม่ชัดแจ้ง แต่เชื่อว่าท่าน หนีความเศร้าออกไป เพชรบุรี ทำไร่ทำนาอยู่กับหม่อมบุญนาคในพระราชวังหลัง ดังความตอนหนึ่งในนิราศ เมืองเพชร ที่ท่านย้อนรำลึกความหลัง สมัยหนุ่ม ว่า
"ถึงต้นตาลบ้านคุณหม่อมบุญนาค เมื่อยามยากจนมาได้อาศัย
มารดาเจ้าคราวพระวังหลังครรไล มาทำไร่ทำนา ท่านการุญ"
รับราชการครั้งที่ ๑ (พ.ศ.๒๓๕๙ - ๒๓๖๗) อายุ ๓๐ - ๓๘ ปี
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นมหากวีและทรงสนพระทัยเรื่องการละครเป็นอย่างยิ่ง ในรัชสมัยของ พระองค์ ได้กวดขันการฝึกหัดวิธีรำจนได้ที่ เป็นแบบอย่างของละครรำมาตราบทุกวันนี้ พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละคร ขึ้นใหม่อีกถึง ๗ เรื่อง มีเรื่องอิเหนาและเรื่องรามเกียรติ์ เป็นต้น
มูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการ น่าจะเนื่องมาจากเรื่องละครนี้เอง ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับกรณีทอดบัตรสนเท่ห์ เพราะจากกรณี บัตรสนเท่ห์นั้น คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องถูกประหารชีวิตถึง ๑๐ คน แม้แต่ นายแหโขลน คนซื้อกระดาษดินสอ ก็ยังถูกประหารชีวิต ด้วย มีหรือสุนทรภู่จะรอดชีวิตมาได้ นอกจากนี้ สุนทรภู่เป็นแต่เพียงไพร่ มีชีวิตอยู่นอกวังหลวง ช่วงอายุก่อนหน้านี้ก็วนเวียน และเวียนใจอยู่กับเรื่องความรัก ที่ไหนจะมี เวลามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง
(กรณีวิเคราะห์นี้ มิได้รับรองโดยนักประวัติศาสตร์ เป็นความเห็นของคุณปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ เขียนไว้ในหนังสือ "เที่ยวไปกับสุนทรภู่" ซึ่งเห็นว่ามูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้า รับราชการ น่าจะมาจากเรื่องละครมากกว่าเรื่องอื่น ซึ่งข้าพเจ้า พิเคราะห์ดูก็เห็นน่าจะจริง ผิดถูกเช่นไรโปรดใช้วิจารณญาณ)
อีกคราวหนึ่งเมื่อทรงพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ตอนศึกสิบขุนสิบรถ ทรงพระราชนิพนธ์บทชมรถทศกัณฐ์ว่า
"๏ รถที่นั่ง บุษบกบัลลังก์ตั้งตระหง่าน
กว้างยาวใหญ่เท่าเขาจักรวาล ยอดเยี่ยมเทียมวิมานเมืองแมน
ดุมวงกงหันเป็นควันคว้าง เทียมสิงห์วิ่งวางข้างละแสน
สารถีขี่ขับเข้าดงแดน พื้นแผ่นดินกระเด็นไปเป็นจุณ"
ทรงพระราชนิพนธ์มาได้เพียงนี้ ทรงนึกความที่จะต่อไปอย่างไรให้สมกับที่รถใหญ่โตปานนั้นก็นึกไม่ออก
จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ สุนทรภู่แต่งต่อว่า
"นทีตีฟองนองระลอก กระฉอกกระฉ่อนชลข้นขุ่น
เขาพระเมรุเอนเอียงอ่อนละมุน อนนต์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน
ทวยหาญโห่ร้องก้องกัมปนาท สุธาวาสไหวหวั่นลั่นเลื่อน
บดบังสุริยันตะวันเดือน คลาดเคลื่อนจัตุรงค์ตรงมา"
กลอนบทนี้เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยยิ่งนัก นับแต่นั้นก็นับสุนทรภู่เป็นกวีที่ปรึกษาด้วย
อีกคนหนึ่ง ทรงตั้งเป็นที่ขุนสุนทรโวหาร พระราชทานที่ให้ปลูกเรือนที่ท่าช้าง และให้มีตำแหน่งเฝ้าฯ เป็นนิจ
แม้เวลาเสด็จประพาสก็โปรดฯ ให้สุนทรภู่ลงเรือพระที่นั่งไปด้วย เป็นพนักงานอ่านเขียนในเวลาทรงพระราชนิพนธ์บทกลอน
ออกบวช (พ.ศ.๒๓๖๗ - ๒๓๘๕) อายุ ๓๘ - ๕๖ ปี
วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต นอกจากแผ่นดินและผืนฟ้าจะร่ำไห้ ไพร่ธรรมดาคนหนึ่งที่มีโอกาสสูงสุดในชีวิต ได้เป็นถึงกวีที่ปรึกษา ในราชสำนักก็หมดวาสนาไปด้วย
"ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ว่าแกล้งประมาทอีกครั้งหนึ่ง แต่นั้นก็ว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมึนตึงต่อสุนทรภู่มา จนตลอดรัชกาลที่ ๒ ... "
จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เพียงคิดได้ด้วยเฉพาะหน้าตรงนั้นก็ตาม สุนทรภู่ก็ได้ทำการไม่เป็นที่พอพระราชหฤทัย ประกอบกับ ความอาลัยเสียใจหนักหนาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สุนทรภู่ จึงลาออกจากราชการ และตั้งใจบวชเพื่อสนอง พระมหากรุณาธิคุณ สุนทรภู่ได้เผยความในใจนี้ ในตอนหนึ่ง ของนิราศภูเขาทอง ว่า
"จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งบุญถวาย ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป"
เมื่อบวชแล้ว ท่านได้ออกจาริกแสวงบุญไปยังที่ต่างๆ เล่ากันว่า ท่านได้เดินทางไปยังหัวเมืองต่างๆ หลายแห่ง เช่นเมืองพิษณุโลก เมืองประจวบคีรีขันธ์ จนถึงเมืองถลางหรือภูเก็ต และเชื่อกันว่า ท่านคงจะเขียนนิราศเมืองต่างๆ นี้ไว้อย่างแน่นอน เพียงแต่ ยังค้นหาต้นฉบับไม่พบ
ชีพจรลงเท้าสุนทรภู่อีกครั้ง เมื่อท่านเกิดไปสนใจเรื่องเล่นแร่แปรธาตุและยาอายุวัฒนะ ถึงแก่อุตสาหะ ไปค้นหา ทำให้เกิด นิราศวัดเจ้าฟ้า และนิราศสุพรรณ ปี พ.ศ.๒๓๘๓ สุนทรภู่มาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม ท่านอยู่ที่นี่ได้ ๓ พรรษา คืนหนึ่งเกิดฝันร้าย ว่าชะตาขาด จะถึงแก่ชีวิต จึงได้แต่งเรื่องรำพันพิลาป ซึ่งทำให้ทราบเรื่องราว ในชีวิตของท่านอีก เป็นอันมาก จากนั้นจึงลาสิกขาบทเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๕ เพื่อเตรียมตัวจะตาย
รับราชการครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๓๘๕ - ๒๓๙๘) อายุ ๕๖ - ๖๙ ปี
เมื่อสึกออกมา สุนทรภู่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งทรง พระยศเป็นสมเด็จพระเจ้า น้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ โปรดอุปถัมภ์ให้สุนทรภู่ ไปอยู่พระราชวังเดิมด้วย ต่อมา กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ทรงพระเมตตา อุปการะสุนทรภู่ด้วย กล่าวกันว่า ชอบพระราชหฤทัย ในเรื่องพระอภัยมณี จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ นอกจากนี้ สุนทรภู่ยังแต่งเรื่อง สิงหไตรภพถวายกรมหมื่น อัปสรฯ อีกเรื่องหนึ่ง
แม้สุนทรภู่จะอายุมากแล้ว แต่ท่านก็ยังรักการเดินทางและรักกลอนเป็นที่สุด ท่านได้แต่งนิราศไว้อีก ๒ เรื่องคือนิราศพระประธม และนิราศเมืองเพชร สุนทรภู่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระสุนทรโวหาร" ในปี พ.ศ.๒๓๙๔ ขณะที่ท่านมีอายุ ได้ ๖๕ ปีแล้ว ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ รวมอายุได้ ๖๙ ปี
ผลงานบางส่วนของสุนทรภู่
นิราศ
๑. นิราศเมืองแกลง แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๕๐ ตอนต้นปี
๒. นิราศพระบาท แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๕๐ ตอนปลายปี
๓. นิราศภูเขาทอง แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๗๑
๔. นิราศเมืองสุพรรณ (โคลง) แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๘๔
๕. นิราศวัดเจ้าฟ้า ฯ แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๗๕
๖. นิราศอิเหนา
๗. นิราศพระแท่นดงรัง
๘. นิราศพระประธม
๙. นิราศเมืองเพชร แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๘๘-๒๓๙๒
นิทาน
๑. เรื่องโคบุตร แต่งในราวรัชกาลที่ ๑
๒. เรื่องพระอภัยมณี แต่งในราวรัชกาลที่ ๒-๓
๓. เรื่องพระไชยสุริยา แต่งในราวรัชกาลที่ ๓
๔. เรื่องลักษณวงศ์ (มีสำนวนผู้อื่นแต่งต่อ และไม่ทราบเวลาแต่ง)
๕. เรื่องสิงหไตรภพ แต่งในราวรัชกาลที่ ๒
สุภาษิต
๑. สวัสดิรักษา แต่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๖๔-๗
๒. เพลงยาวถวายโอวาท แต่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๗๓
๓. สุภาษิตสอนหญิง แต่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๐-๒๓๘๓
บทละคร
๑. เรื่องอภัยณุราช
บทเสภา
๑. เรื่องขุนช้างขุนแผนตอนกำเนิดพลายงาม แต่งในรัชกาลที่ ๒
๒. เรื่องพระราชพงศาวดาร แต่งในรัชกาลที่ ๔
บทเห่กล่อม
๑. เห่เรื่องจับระบำ
๒. เห่เรื่องกากี
๓. เห่เรื่องพระอภัยมณี
๔. เห่เรื่องโคบุตร
รวมวรรณกรรม
วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต
วันที่ 26 มิถุนายนของทุกปีเป็นวันอะไร ทุกคนคงทราบว่า เป็น"วันสุนทรภู่"กวีเอกของโลกแต่จะมีใครทราบหรือไม่ว่าวันนี้เป็น "วันต่อต้านยาเสพติดโลก" ด้วยเช่นกัน
…เป็นที่ทราบกันดีว่า ผลจากปัญหายาเสพติด ได้ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อมวลมนุษยชาติทั่วโลก ประเทศต่างๆ จึงได้พยายามร่วมมือกันเพื่อหาทางหยุดยั้งปัญหายาเสพติด ดังนั้น ในการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการใช้ยาในทางที่ผิด และการลักลอบใช้ยาเสพติด (International Conference on Drug Abuse and licit Trafficking ICDAIT) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ระหว่าง วันที่ 17-26 มิถุนายน 2530
ที่ประชุมได้มีมติให้เสนอสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly) ขอให้กำหนดวันที่ 26 มิถุนายนของทุกปีเป็น "วันต่อต้านยาเสพติดโลก" ซึ่งที่ประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอดังกล่าวในการประชุมเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2530 โดยเหตุที่กำหนดวันที่นี้เพื่อเป็นที่ระลึกแก่การถอนสัมปทานการค้าฝิ่นโดยนายอำเภอ หลิน เจ๋อสวี ตำบลหู่เหมิน มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ก่อนสงครามฝิ่นครั้งแรก
วันต่อต้านยาเสพติดในประเทศไทย
ประเทศไทยได้เผชิญกับปัญหา "ยาเสพติด" มาเป็นเวลานาน รัฐบาลในแต่ละยุคได้ดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติดมาตลอด จนกระทั่งใน พ.ศ. 2501 คณะปฏิวัติภายใต้การนำของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ออกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 37 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2501 ให้เลิกการสูบฝิ่นทั่วราชอาณาจักรโดยมีการเผาทำลายฝิ่นและอุปกรณ์การสูบฝิ่นที่ท้องสนามหลวงในคืนวันที่ 30 มิถุนายน 2502 หลังจากนั้นปี พ.ศ. 2504 รัฐบาลได้จัดตั้ง "คณะกรรมการปราบปรามยาเสพติดให้โทษ" ใช้ชื่อย่อว่า กปส. สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีโดยมีอธิบดีกรมตำรวจเป็นประธาน และมีผู้แทนจากทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ
ต่อมาในสมัยนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรีรัฐบาลได้เล็งเห็นว่า การปราบปรามยาเสพติดไม่สามารถแก้ไขได้โดยการดำเนินการเฉพาะกรมตำรวจฝ่ายเดียว จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 ต่อสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน และประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2519
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การแก้ไขปัญหายาเสพติดของประเทศไทยก็ได้ดำเนินไปอย่างมีแบบแผนและเป็นระบบที่ดีขึ้น พระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดให้มี "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด" หรือเรียกชื่อย่อว่า ป.ป.ส. โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และจัดตั้งสำนักงาน ป.ป.ส. ขึ้นเป็นหน่วยงานกลางรับผิดชอบโดยตรง มีฐานะเป็นกรม กรมหนึ่งในสำนักนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
สำนักงานป.ป.ส. ในฐานะหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในประเทศมาโดยตลอด และได้นำมติเรื่องวันต่อต้านยาเสพติดขององค์การสหประชาชาติเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2531 ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กำหนดวันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันต่อต้านยาเสพติดโดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 เป็นต้นมา
วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เด็กดื่มน้ำอัดลมมีผลอัตรายต่อสุขภาพ/มักคุเทศน้อย มิ้ง

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการสำรวจสุขภาวะเด็กไทยอายุ 6-15 ปี ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2553 พบว่าเด็กไทยส่วนใหญ่นิยมบริโภคอาหารที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพร่างกาย เช่น พบว่านิยมดื่มน้ำอัดลม น้ำหวานสูงถึงร้อยละ 97.54 ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก
ในขณะเดียวกันก็นิยมรับประทานขนมกรุบกรอบสูงถึงร้อยละ 97.6 ซึ่งพฤติกรรมการบริโภคลักษณะนี้ที่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคอ้วน นำไปสู่การเป็นโรคเรื้อรังต่อไปในอนาคตได้ เช่นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หลอดเลือด คณะรัฐมนตรีจึงมีมติตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2554 จะต้องทำให้เด็กมีพฤติกรรมการบริโภคหรือมีพฤติกรรมตามแนวสุขบัญญัติ กำหนดไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ซึ่งประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น มีหลายประการ อาทิ จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ภูมิต้านทานโรค ช่วยให้เด็กไม่เจ็บป่วยได้ง่าย จะช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการเรียน จะช่วยให้เด็กเยาวชนมีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ และช่วยให้เด็กอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีความสุขทั้งนี้
ทั้งนี้ ในวันที่ 10 มิถุนายน กระทรวงสาธารณสุข จะจัดงานสุขบัญญัติแห่งชาติ ประจำปี 2553 ที่ห้องโถงใต้อาคาร 3 ชั้น 1 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่เวลา 09.00 – 15.00 น. ภายใต้แนวคิดว่า เด็กยุคใหม่ใส่ใจสุขบัญญัติ
โดยกำหนดยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนไว้ 4 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย
1. ยุทธศาสตร์ที่เน้นการส่งเสริมและการสร้างองค์ความรู้และการพัฒนาพฤติกรรมด้านสุขภาพ
2. ยุทธศาสตร์ในการสร้างโอกาสและการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ การเข้าถึงในเรื่องการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ
3. ยุทธศาสตร์การสร้างลักษณะนิสัยให้นำไปสู่แนวปฏิบัติที่ถูกต้องตามสุขบัญญัติ และ
4. ยุทธศาสตร์การพัฒนาและผลักดันนโยบายเพื่อเดินหน้าไปสู่เป้าหมายต่อไป
นายจุรินทร์กล่าว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








